<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เรื่องราวของคนแต่งรถ</title>
	<atom:link href="http://www.auto2thai.com/article/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.auto2thai.com/article</link>
	<description>แต่งรถ แต่งรถ แต่งรถไปให้มัดหลุดโลก...</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 Aug 2010 11:08:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>วิธีดูแลระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:05:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=62</guid>
		<description><![CDATA[อุปกรณ์ในระบบหล่อเย็นที่สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้อีก อย่างหนึ่งก็คือ พัดลมหม้อน้ำ เพราะช่วยในการถ่ายเทความร้อนระหว่างรังผึ้งหม้อน้ำกับอากาศให้สมดุลกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ปัจจุบันพัดลมหม้อน้ำในรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ข ับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะการควบคุมการทำงานได้ง่ายกว่าชนิดขับด้วยสายพาน แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ ได้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในรถมีน้อย รถที่ต้องการอัตราการไหลของอากาศมาก ๆ เนื่องจากอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์สูง เช่น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงยังจำเป็นต้องใช้พัดลมชน ิดที่ขับด้วยสายพานโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์อยู่ โดยปกติพัดลมหม้อน้ำจะไม่ต้องการการบำรุงรักษาใด ๆ เพราะหากชำรุดขึ้นก็เปลี่ยนใหม่ แต่อย่างไรก็ดีควรหมั่นตรวจดูสภาพและการทำงานเป็นระย ะ ๆ โดยการตรวจสภาพและการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ซึ่งควรทำทุกครั้งที่ตรวจระดับน้ำหล่อเย็น ต่อจากนั้นตรวจดูใบของพัดลมว่าไม่แตกหักเสียหายหรือเ ปลี่ยนรูปไป ตรวจดูโครงยึดและกรอบบังลมว่าตรึงแน่นอยู่ในตำแหน่งอ ย่างถูกต้องและไม่มีร่องรอยของการเสียดสี สายไฟและปลั๊กต่อว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ขาด แตกหัก หรือหลุดลุ่ย ตรวจการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและวงจรควบคุม โดยสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วสังเกตการทำงานของพัดลมหม้อ น้ำในสภาวะปกติ ระหว่างที่ติดเครื่องยนต์ใหม่ ๆ พัดลมหม้อน้ำจะยังไม่ทำงาน พัดลมจะเริ่มหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์เริ่มสู งกว่าอุณหภูมิทำงานปกติ (ประมาณ &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="750">
<tbody>
<tr>
<td align="center">อุปกรณ์ในระบบหล่อเย็นที่สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้อีก อย่างหนึ่งก็คือ พัดลมหม้อน้ำ เพราะช่วยในการถ่ายเทความร้อนระหว่างรังผึ้งหม้อน้ำกับอากาศให้สมดุลกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ปัจจุบันพัดลมหม้อน้ำในรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ข ับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะการควบคุมการทำงานได้ง่ายกว่าชนิดขับด้วยสายพาน แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ ได้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในรถมีน้อย รถที่ต้องการอัตราการไหลของอากาศมาก ๆ เนื่องจากอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์สูง เช่น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงยังจำเป็นต้องใช้พัดลมชน ิดที่ขับด้วยสายพานโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์อยู่<span id="more-62"></span><br />
โดยปกติพัดลมหม้อน้ำจะไม่ต้องการการบำรุงรักษาใด ๆ เพราะหากชำรุดขึ้นก็เปลี่ยนใหม่ แต่อย่างไรก็ดีควรหมั่นตรวจดูสภาพและการทำงานเป็นระย ะ ๆ โดยการตรวจสภาพและการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ซึ่งควรทำทุกครั้งที่ตรวจระดับน้ำหล่อเย็น ต่อจากนั้นตรวจดูใบของพัดลมว่าไม่แตกหักเสียหายหรือเ ปลี่ยนรูปไป ตรวจดูโครงยึดและกรอบบังลมว่าตรึงแน่นอยู่ในตำแหน่งอ ย่างถูกต้องและไม่มีร่องรอยของการเสียดสี สายไฟและปลั๊กต่อว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ขาด แตกหัก หรือหลุดลุ่ย ตรวจการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและวงจรควบคุม โดยสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วสังเกตการทำงานของพัดลมหม้อ น้ำในสภาวะปกติ ระหว่างที่ติดเครื่องยนต์ใหม่ ๆ พัดลมหม้อน้ำจะยังไม่ทำงาน พัดลมจะเริ่มหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์เริ่มสู งกว่าอุณหภูมิทำงานปกติ (ประมาณ 85-90 องศาเซลเซียส) และจะหยุดหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดต่ำลงกว่ าระดับดังกล่าว สลับไปมาอย่างนี้ตลอดไป</p>
<p>ดังนั้นถ้าพบว่า พัดลมหม้อน้ำทำงานอยู่ตลอดเวลา แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในระบบหล่อเย็น หรืออุปกรณ์ควบคุมการทำงานของพัดลม ลองใช้น้ำฉีดที่หม้อน้ำ (อย่าฉีดไปที่ตัวมอเตอร์โดยตรงเพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้า ลัดวงจร หรือชิ้นส่วนภายในเสียหาย) ถ้าฉีดแล้วพัดลมหยุดทำงานก็แสดงว่าการระบายความร้อนข องหม้อน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ปริมาณของสารหล่อเย็นมีไม่พอเพียง เกิดการอุดตันที่ครีมระบายความร้อน มีตะกรันหรือสนิมในหม้อน้ำอุปกรณ์ในระบบหล่อเย็น (ปั๊มน้ำเทอร์โมสตัท) บกพร่อง แต่ถ้าฉีดน้ำจนแน่ใจว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดลงจน ต่ำกว่าอุณหภูมิทำงานแล้ว พัดลมก็ยังไม่หยุดทำงานแสดงว่าอุปกรณ์ควบคุมการทำงาน ของพัดลม (เทอร์โมสวิตช์) บกพร่อง</p>
<p>อาการบกพร่องประการสุดท้าย คือ พัดลมไม่หมุน ลองตรวจดูฟิวส์เสียก่อนเป็นอันดับแรก (ตำแหน่งของฟิวส์ได้จากคู่มือผู้ใช้รถของแต่ละรุ่น) ถัดจากนั้นก็เป็นสายไฟและขั้วเสียบ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ แสดงว่าตัวพัดลมหรือไม่ก็วงจรควบคุมบกพร่อง สำหรับการแก้ไขในกรณีนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ขอ งช่างที่มีความชำนาญเป็นดีที่สุด ไม่แนะนำให้แก้ไขเองครับ ประเดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะวงจรควบคุมพัดลมหม้อน้ำในระบางรุ่นเชื่อมต่ออยู่กับกล่องคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เคราะห์หามยามร้ายเกิดไปทำกล่องที่ว่านั่นเสียจะกลาย เป็นเรื่องใหญ่</p>
<p>การดูแลรักษาระบบหล่อเย็นโดยสังเขปคงมีเท่านี้ ขอให้ใช้รถในหน้าร้อนได้อย่างสบายอกสบายใจและสนุกสนา นทุกท่านครับ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้เกียร์อัตโนมัติและปุ่มสวิทช์ควบคุมต่างๆ</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:03:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[เกียร์อัตโนมัติจะมีตำแหน่งบอกของแต่ละเกียร์ ซึ่งแต่ละเกียร์จะมีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งของเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่จะทำการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง “P” หรือ “N” ไปยังตำแหน่งเกียร์อื่นๆ ควรทำการเหยียบเบรกไว้ด้วยทุกครั้ง และป้องกันการ กระตุกของตัวรถด้วย เกียร์ “ P ” จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ เกียร์ “ R ” ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง เกียร์ “ N ” เกียร์ว่าง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ เครื่องยนต์จะไม่เชื่อมต่อกำลังกับล้อรถ ทำให้รถเลื่อนไหลไปมาได้ และสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ เกียร์ “ D ” ขับ เมื่อเข้าอยู่ในตำแหน่งนี้รถจะเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้า &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="750">
<tbody>
<tr>
<td align="center">เกียร์อัตโนมัติจะมีตำแหน่งบอกของแต่ละเกียร์ ซึ่งแต่ละเกียร์จะมีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งของเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่จะทำการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง <strong>“P”</strong> หรือ <strong>“N”</strong> ไปยังตำแหน่งเกียร์อื่นๆ ควรทำการเหยียบเบรกไว้ด้วยทุกครั้ง และป้องกันการ กระตุกของตัวรถด้วย<img src="http://www.phithan-toyota.com/news/images/gure01.jpg" alt="" width="150" height="113" /></p>
<ul>
<li><strong>เกียร์ “ P ”</strong> จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้</li>
<li><strong>เกียร์ “ R ”</strong> ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง<span id="more-60"></span></li>
<li><strong>เกียร์ “ N ”</strong> เกียร์ว่าง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ เครื่องยนต์จะไม่เชื่อมต่อกำลังกับล้อรถ ทำให้รถเลื่อนไหลไปมาได้ และสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้</li>
<li><strong>เกียร์ “ D ”</strong> ขับ เมื่อเข้าอยู่ในตำแหน่งนี้รถจะเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่งขณะที่รถแล่นเร็วขึ้น เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และเมื่อลดความเร็วระดับของเกียร์ก็จะลดเปลี่ยนเองตามความเร็ว</li>
<li><strong>เกียร์ “ 2 ”</strong> เกียร์ 2 ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะเปลี่ยนเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น เมื่อต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกหรือต้องการขับลงเขา</li>
<li><strong>เกียร์ “ L ”</strong> เกียร์ต่ำ ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะทำงานที่เกียร์ 1 อย่างเดียว ใช้เมื่อต้องการการฉุดลากมากกว่าเกียร์ 2 หรือต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกมากกว่าเกียร์ 2<strong>ข้อควรระวัง ในการใช้เกียร์อัตโนมัติ<br />
</strong> •  ขณะที่รถหยุดนิ่งควรเหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์<br />
•  ก่อนที่จะเปลี่ยนเกียร์กลับทิศทางเดินหน้าหรือถอยหลังควรที่จะให้รถหยุดสนิทเสียก่อน<br />
•  ไม่ควรกดปุ่มปลดล็อคในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะใช้เฉพาะเกียร์ที่ต้องกดปุ่มปลดล็อคเท่านั้น เช่น เกียร์ P,R,2 และ L</p>
<p>ข้อควรระวังที่ได้กล่าวถึงนี้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถเอง เนื่องจากในขณะที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลัง ควรให้รถจอดให้สนิทเสียก่อน เพื่อป้องกันผ้าคลัทช์ที่อยู่ในชุดเกียร์สึกหรอเร็วกว่าปกติ เพราะความแตกต่างระหว่างรอบของเครื่องยนต์ที่สูง อาจทำให้ผ้าคลัทช์ในชุดเกียร์ ์เกิดการลื่นไถลในขณะที่จะทำการจับยึดกับแผ่นรอง จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่เร็วขึ้นและยังทำให้น้ำมันเกียร์สกปรกเร็วขึ้นด้วย ดังนั้นในการเปลี่ยน เกียร์ควรหยุดรถให้สนิทเสียก่อน พร้อมกับเหยียบเบรกไว้เพื่อป้องกันการกระตุก และให้คลัทช์ได้จับเต็มที่ก่อนก่อนที่จะทำการเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถหรือถอยหลังต่อไป</p>
<p>อีกเรื่องที่ข้อควรระวังได้กล่าวถึง คือ เรื่องการกดปุ่มปลดล๊อคเกียร์ ก็เพื่อป้องกันอันตรายจากการพลาดไปเข้าเกียร์ผิด เช่น ในขณะที่ต้องการจอดรถหรือจะเปลี่ยนจาก D ไป N หากเรากดปุ่มปลดล็อคเกียร์ไว้ด้วย อาจจะทำให้หลุดจากเกียร์ N ไปที่ R ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องการจะเปลี่ยนจาก D ไป N ควรจะเลื่อนเกียร์ไปเลยไม่ต้องกดปุ่มปลดล็อค เพื่อไม่ให้เกียร์เลยไปที่ R หรือ P เพราะนอกจากจะทำให้เกียร์ชำรุด แล้วยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในรถรวมถึงบุคคลอื่นด้วย</li>
</ul>
<p><img src="http://www.phithan-toyota.com/news/images/gure02.jpg" alt="" width="150" height="113" /><br />
<strong>ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF]</strong><br />
ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF] จะมีไว้เพื่อเป็นปุ่มกดสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] รถจะวิ่งได้ 3 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 3 [D3] และสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] รถจะวิ่งได้ 4 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 [D4] แต่อย่างไรก็ตามควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] เพื่อที่รถยนต์จะวิ่งได้ครบทุกเกียร์ หากโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] แสดงขึ้นมาที่หน้าปัทม์รถยนต์แสดงว่ารถจะวิ่งได้แค่ 3 เกียร์ คือ [D1,2,3] จะมีผลต่อการกินน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว ปกติควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] ไว้ตลอดเวลาเพื่อช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] จะใช้ก็ต่อเมื่อรถวิ่งที่ความเร็วปกติ เกียร์ [D4] และเมื่อเราต้องการที่จะเร่งแซงรถคันข้างหน้าเราจึงกดปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D4] มาเป็น [D3] ทำให้รถมีกำลังที่จะวิ่งแซงรถคันข้างหน้า เมื่อเราวิ่งแซงรถคันข้างหน้าได้ แล้วเราควรยกเลิกโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] ให้เป็น โอเวอร์ไดร์ฟออน [ O/D ON ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D3] มาเป็น [D4] รถก็จะวิ่งด้วยความเร็วปกติ<br />
<img src="http://www.phithan-toyota.com/news/images/gure03.jpg" alt="" width="150" height="113" /></p>
<p><strong>ปุ่มสวิทช์ PWR ECT</strong><br />
ปุ่มสวิทช์ PWR ECT จะมีไว้เพื่อ เมื่อเรากดปุ่ม PWR ECT นี้ จะทำให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์จาก D1&#8211;&gt; D2&#8211;&gt; D3&#8211;&gt; D4 [ ขับขี่ที่ตำแหน่ง “D”] จะยาวขึ้นหรือเหมือนกับการลากเกียร์เป็นการขับขี่แบบสปอร์ จะทำให้มีการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ จึงมีผลทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่บน Hi-WAY เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้การขับขี่ในโหมด “ ปกติ ” เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากโหมด “ ปกติ ” จะคำนวณปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เหมาะสมกับการใช้งานในรอบเครื่องยนต์นั้นๆ ซึ่งถูกควบ คุมโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ตามความเหมาะสมกับภาระของเครื่องยนต์ และตามลักษณะของการขับขี่ขณะนั้น โดยประมวลผลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ จึงทำให้มีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับขี่ มากกว่าการขับขี่ในโหมด PWR ECT<br />
<img src="http://www.phithan-toyota.com/news/images/gure04.jpg" alt="" width="150" height="113" /></p>
<p><strong>ปุ่มสวิทช์ TRC OFF</strong><br />
ปุ่มสวิทช์ TRC OFF จะมีไว้ใช้สำหรับยกเลิกการใช้งานของระบบป้องกันการตะกุยหรือล้อหมุนฟรีของรถยนต์ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่รถติดหล่ม เพื่อไม่ให้มีการตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์และล้อ ทำให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้หลุดจากอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากเฟืองท้ายแบบลิมิตเต็ดสลิป แต่ถ้าหากไม่มีสวิทช์ TRC OFF เมื่อรถติดหล่มก็จะไม่สามารถขึ้นจากหล่มได้ เนื่องจากเมื่อรถติดหล่มล้อรถก็จะหมุนฟรี ีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีก็จะทำงานโดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์ มีผลทำให้รถไม่มีกำลังที่จะขึ้นจากหล่มนั้นได้ โดยเมื่อจะใช้งานให้กดสวิทช์ TRC OFF ไฟก็จะติดที่หน้าปัทม์เรือนไมล์ &#8230;&#8230;เพื่อแสดงว่าระบบได้ยกเลิกการใช้งานระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแล้วจึงทำให้รถสามารถขึ้นจากหล่มนั้นได้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระบบเชื้อเพลิง</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:03:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.phithan-toyota.com/technic/engine/22.jpg" alt="" width="450" height="235" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ท่อเฮดเดอร์ ไล่ไอเสีย เพิ่มกำลัง</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%9e.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%9e.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:02:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[เฮดเดอร์ เป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบระบายไอเสียที่ได้รับความสนใจ ในการเพิ่ม กำลังของเครื่องยนต์ แต่จะยุ่งยาก แพง หรือได้กำลังเพิ่มขึ้นมาคุ้มค่าแค่ไหน ? เครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วไปมีการทำงานต่อเนื่อง ดูด-อั ด-ระเบิด-คาย ในการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงรอบต่อ 1 วัฏจักรการทำงาน คือ ดูด-ลูกสูบเลื่อนลง วาล์วไอดีเปิดเพื่อรับไอดีเข้ามา อัด-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอดี-ไอเสียปิดสนิท เพื่ออัดเตรียมให้มีการจุดระเบิดในจังหวะต่อไป ระเบิด-จุ ดระเบิดด้วยหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือจุดระเบิดด้วยการฉีดละอองน้ำมันเข้าผสมกับอากาศท ี่ถูกอัดแน ่นจนร้อนจัด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) แล้วต่อเนื่องถึงจังหวะสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับ -เฮดเดอร์- คือ คาย-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอเสียเปิดเพื่อระบายไอเสียออก จากเครื่องยนต์ เและเตรียมรับไอดีในจังหวะดูดต่อไป การปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ได้ผลเต็มที่ ต้องเพิ่มการประจุอากาศและน้ำมันในด้านไอดี ควบคู่กับการระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ให้เร็วและ หมดจดที่สุ ด &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%9e.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="750">
<tbody>
<tr>
<td align="center"><img src="http://www.rayongclub.net/board-image/artical/8-1.jpg" alt="ท่อเฮดเดอร์" width="300" height="193" /><br />
เฮดเดอร์ เป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบระบายไอเสียที่ได้รับความสนใจ ในการเพิ่ม กำลังของเครื่องยนต์ แต่จะยุ่งยาก แพง หรือได้กำลังเพิ่มขึ้นมาคุ้มค่าแค่ไหน ? เครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วไปมีการทำงานต่อเนื่อง ดูด-อั ด-ระเบิด-คาย ในการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงรอบต่อ 1 วัฏจักรการทำงาน คือ ดูด-ลูกสูบเลื่อนลง วาล์วไอดีเปิดเพื่อรับไอดีเข้ามา อัด-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอดี-ไอเสียปิดสนิท เพื่ออัดเตรียมให้มีการจุดระเบิดในจังหวะต่อไป ระเบิด-จุ ดระเบิดด้วยหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือจุดระเบิดด้วยการฉีดละอองน้ำมันเข้าผสมกับอากาศท ี่ถูกอัดแน ่นจนร้อนจัด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) แล้วต่อเนื่องถึงจังหวะสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับ -เฮดเดอร์- คือ คาย-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอเสียเปิดเพื่อระบายไอเสียออก จากเครื่องยนต์ เและเตรียมรับไอดีในจังหวะดูดต่อไป<span id="more-56"></span><br />
การปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ได้ผลเต็มที่ ต้องเพิ่มการประจุอากาศและน้ำมันในด้านไอดี ควบคู่กับการระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ให้เร็วและ หมดจดที่สุ ด ถ้าเพิ่มเฉพาะไอดีแต่ไอเสียระบายออกไม่ทันหรือไม่หมด กำลังของเครื่องยนต์ก็เพิ่มขึ้นไม่เต็มที่ แม้เครื่องยนต์ ที่ไม่ได้ปรับแต่งด้านการประจุไอดี แต่ถ้าสามารถเพิ่มการระบายไอเสียให้ดีขึ้นได้ก็จะมีก ำลังเพิ่มข ึ้นเล็กน้อย</p>
<p>เสมือนเครื่องยนต์เป็นบ้าน ถ้าเพิ่มเฉพาะประสิทธิภาพการนำน้ำสะอาดเข้าบ้าน โดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำเสียออก น้ำเสียอาจค้างอยู ่และผสมกับน้ำดี หรือมีแรงต้านการดูดน้ำดีเข้าบ้าน และแม้ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำดีเข้าบ้าน แต่ถ้าเร ่งให้น้ำเสียออกจากบ้านได้เร็วและหมดจดก็ยังดี</p>
<p>พื้ น ฐ า น ร ะ บ บ ร ะ บ า ย ไ อ เ สี ย<br />
การระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ใช้การขยายตัวของก๊า ซแรงดันสูง และร้อน ที่จะเคลื่อนตัวหาอากาศภายนอกที่เย็นและมีแรงดันต่ำก ว่า ร่วมกับการเลื่อนตัวขึ้นของลูกสูบ ผ่านวาล์วไอเสียและพอร์ทไอเสียบนฝาสูบออกนอกเครื่องย นต์</p>
<p>ระบบระบายไอเสียภายนอกเครื่องยนต์ที่ต่ออยู่กับฝาสูบ ยาวต่อเนื่ องไปถึงปลายท่อด้านท้ายนี้เองที่เกี่ยวข้องกับเฮดเดอ ร์ แล ะได้รับความสนใจในการเพิ่มกำลังเครื่องยนต์เพราะสะดว ก ไม่ต้องยุ่งกับชิ้นส่วนอื่นของเครื่องยนต์</p>
<p>ระบบระบายไอเสียนี้แยกเป็น 4 ส่วน คือ<br />
1. ท่อร่วมไอเสีย &#8211; EXHAUST MANIFOLD (หรือภาษาสแลงเรียกว่า เขาควาย) ส่วนที่ติดกับฝาสูบของเครื่องยนต์ก่อนรวบเป็นท่อ เดี่ยว (หรือคู่ในบางรุ่น) เฉพาะส่วนนี้เองที่ -เฮดเดอร์- เข้ามาแทนที่<br />
2. ต่อจากนั้นเป็นท่อไอเสียเดี่ยว (หรือคู่ในบางรุ่น)<br />
3. เข้าหม้อพักเก็บเสียง โดยอาจมีหม้อพักหลายใบ (ในหลายแบบ)<br />
4. ต่อเนื่องไปยังปลายท่อระบายไอเสียออกสู่ภายนอก โดยเครื่องยนต์หัวฉีดรุ่นใหม่มีอุปกรณ์บำบัดไอเสีย-แคตตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ ติดหลังท่อร่วมไอเสียก่อนเข้าหม้อพักใบแรก หรืออาจรวมอยู่กับท่อร่วมไอเสียเลย</p>
<p>รถยนต์ทั่วไปมักเลือกใช้ท่อร่วมไอเสียเป็นเหล็กหล่อแ ละสั้น เพราะผลิตจำนวนมากได้สะดวก ขนาดกะทัดรัด และไม่ยุ่งยากเหมือนเฮดเดอร์ที่ต้องนำท่อเหล ็กมาดัดและเชื่อมด้วยกำลังคน โดยยอมให้ไอเสียระบายปั่นป่วนและไม่คล่องนัก ก่อนรวบเข้าส ู่ท่อไอเสีย (หรือแคตตาไลติก คอนเวอร์เตอร์) และใช่ท่อไอเสียช่วงต่อเนื่องไปขนาดไม่ใหญ่นัก พร้อมหม้อพ ักแบบไส้ย้อนที่ชะลอและหมุนไอเสียเพื่อลดเสียงดัง แล้วระบายออกปลายท่อแบบธรรมดา</p>
<p>ก า ร เ พิ่ ม ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ร ะ บ บ ร ะ บ า ย ไ อ เ สี ย<br />
ไม่ว่าจะปรับแต่งเครื่องยนต์ด้านการประจุไอดีด้วยหรื อไม่ เครื่องยนต์ทั่วไปสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายไอเ สียได้&amp;nbs p;โดยได้ผลมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับระบบไอเสียเดิมว่าอั้นหรือโล่งแค่ไหน และชุดใหม่ดีแค่ไหน</p>
<p>การทำให้การระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์เร็วและหมดจ ดที่สุดย่อ มมีผลดี เพราะถ้าอั้นการไหลออกจะมีแรงดันย้อนกลับ-BACK PRESSURE คอยต้านการเลื่อนขึ้นของลูกสูบ และถ้าระบายไอเสียออกไม่หมด ไอดีที่เข้ามาในจังหวะต่อไปจะผสมกับไอเสีย เมื่อมีการจุดระเบิด การเผาไหม้จะลดความรุนแรงลง กำลังของเครื่องยนต์ก็จะลดลงเพราะไอดีมีออกซิเจนน้อย ผู้ผลิตรถย นต์ส่วนใหญ่ไม่สามารถออกแบบและเลือกใช้ระบบท่อไอเสีย ทั้งชุดให้ มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ เพราะติดปัญหาเรื่องต้นทุน ความยุ่งยากในการผลิต และเรื่องเสียงที่อาจดังขึ้นบ้าง</p>
<p>เ ฮ ด เ ด อ ร์ ไ ม่ ใ ช่ ม า แ ท น ทั้ ง ร ะ บ บ<br />
เป็นเพียงท่อร่วมไอเสียแบบพิเศษที่ถูกนำมาทดแทนท่อร่ วมไอเสียเด ิม ที่สั้นจนเกิดความปั่นป่วนและระบายไอเสียไม่โล่งมาก ไม่ใช ่มาแทนระบบระบายไอเสียทั้งหมด เพราะยังต้องต่อออกไปยังท่อไอเสีย หม้อพัก และปลายท่อ (หรือแคตตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ด้วย)</p>
<p>เฮดเดอร์ผลิตจากท่อเหล็กหรือสเตนเลสดัดขึ้นรูปหลายท่ อแล้วเชื่อ มรวบเป็นท่อเดี่ยว (หรือคู่) สำหรับต่อเข้าสู่ท่อไอเสีย (หรือแคตตาไลติก คอนเวอร์เตอร์) โดยมีการจัดระเบียบและปล่อยให้ไอเสียในแต่ละกระบอกสู บไหลออกมาเ ข้าสู่ท่ออิสระไม่เกี่ยวกับกระบอกสูบ เป็นระยะทางยาวกว่าท ่อร่วมไอเสียเดิม เช่น เครื่องยนต์ 4 สูบ เดิมออกจากฝาสูบ 4 ท่อ ยาวแค่ 6 นิ้ว ก็ต้องรวบกันเพื่อเตรียมเข้าสู่ท่อไอเสีย แต่เฮดเดอร์มี 4 ท่ออิสระต่อออกจากฝาสูบ ยาวกว่า 12 นิ้วก่อนรวบ และยังมีการจัดลำดับเพื่อไม่ให้มีความปั่นป่วนของการ ไหลของไอเส ีย การระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ในช่วงต้นจึงคล่อง เร็ว และไม่ปั่นป่วน จากเฮดเดอร์ที่เปลี่ยนแทนท่อร่วมไอเสียเดิม</p>
<p>โดยสรุป จุดเด่นของเฮดเดอร์ คือ มีท่อเดี่ยวของแต่ละกระบอกสูบยาวขึ้น และจัดระเบียบการไหลของไอเสียก่อนรวบตามจังหวะการจุด ระเบิดของเ ครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่ท่อไอเสียเดี่ยว ดีกว่าท่อร่วมไอเสียเดิมแบบสั้นๆ ที่ระบายไม่คล่อง และการไหลของไอเสียมีความปั่นป่วนพอสมคว ร</p>
<p>สู ต ร เ ฮ ด เ ด อ ร์ แ ท้ จ ริ ง<br />
เกี่ยวข้องกับแคมชาฟท์ เพื่อช่วยดูดไอดีด้วย จุดประสงค์ที่แท้จริงของเฮดเดอร์ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยระบายไอเสียเท่านั้น แต่ยังช่วยส ร้างแรงดูดไอดีเข้าสู่กระบอกสูบในจังหวะดูดของเครื่อ งยนต์ ในจังหวะโอเวอร์แล็ป-OVER LAP คือ จังหวะต่อเนื่องระหว่างคาย-ดูด ลูกสูบเลื่อนขึ้นเกือบสุด วาล์วไอเสียเกือบปิด แต่วาล์วไอดีเริ่มเปิดล่วงหน้าเล็กน้อย</p>
<p>ตามหลักการของคลื่นเสียง ACOUSTIC ที่มีการย้อนกลับเมื่อก๊าซแรงดันสูงหรือเสียงวิ่งไปถ ึงระยะหนึ่ ง สลับไป-มาจนกว่าแรงดันจะหมดลง (ไม่สามารถมองเห็นได้) เฮดเดอร์ที่มีความยาวแต่ละท่อเหมาะสม จะช่วยให้ไอเสียไหลออกจากเครื่องยนต์ได้เร็วที่สุด เมื่อถ ึงจุดหนึ่งก็จะย้อนกลับมายังเครื่องยนต์และย้อนกลับอ อกไป</p>
<p>การย้อนกลับไป-มาของไอเสียตามหลัก ACOUSTIC ถ้าเฮดเดอร์มีความยาวเหมาะสม การย้อนกลับมาต้องพอดีกับจังหวะโอเวอร์แลป วาล์วไอดีเริ่ม เปิด วาล์วไอเสียเกือบปิด เข้ามาช่วยดึงไอดีเข้าสู่กระบอกสูบได้เร็วขึ้น และเมื่อย้อนกลับออกไป วาล์วไอเสียก็ปิดสนิทพอดีและมีแรงดันลดลงแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับเข้ามาได้อีก</p>
<p>การควบคุมให้ไอเสียมีการย้อนกลับไป-มาช่วยดูดไอดี ความยาวของท่อเฮดเดอร์ก่อนรวบเข้าท่อเดี่ยวขึ้นอยู่ก ับจังหวะเว ลาการเปิด-ปิดวาล์วไอดี-ไอเสีย ซึ่งควบคุมด้วยลูกเบี้ยวบนเพลาลูกเบี้ยวหรือแคมชาฟท์ ดังนั้นถ้า ต้องการให้เฮดเดอร์ช่วยดูดไอดี ต้องออกแบบเฮดเดอร์ให้มีความยาวของท่อต่างๆ เหมาะสมกับองศาหรือจังหวะการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วของแคมชาฟท์ เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน มีรายละเอียดเหมือนกันทุกอย่าง หากใช้แคมชาฟท์ต่างกันด้วย ก็ต้องใช้เฮดเดอร์ที่มีความยาว ของท่อต่างกัน แต่เนื่องจากมีการคำนวณที่ยุ่งยากมาก รวมทั้งไม่สามารถทราบองศาหรือจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วไอดี-ไอเสี ยโดยละเอียดสำหรับเครื่องยนต์แบบมาตรฐานส่วนใหญ่จึงไ ม่นำมาตีพิ มพ์</p>
<p>เมื่อคำนวณหาความยาวของเฮดเดอร์แล้ว มักมีความยาวมากจนไม่สามารถใส่ลงไปในห้องเครื่องยนต์ ทั่วไปได้นอกจากรถแข่งบางแบบที่มีพื้นที่เหลือเฟือ แคมชาฟท์พันธุ์แรงหรือแคมชาฟท์สำหรับรถแข่งที่มีองศา การเปิด-ปิ ดวาล์วนานๆ มักคำนวณออกมาเป็นท่อเฮดเดอร์ที่สั้นกว่า ส่วนแคมชาฟท์สำหรับเครื่องยนต์ทั่วไปซึ่งมีการเปิด-ปิดวาล์วช่ว งสั้นกว่า เมื่อคำนวณความยาวของเฮดเดอร์ออกมาแล้ว มักยาวเหยียดจนไม่สามารถใส่ลงไปได้</p>
<p>เฮดเดอร์ทั่วไปจึงตัดประโยชน์ด้านการช่วยดูดไอดีออกไ ป เน้นเพียงประสิทธิภาพการช่วยระบายไอเสียออกไปให้เร็ว โล่ง และหมดจดที่สุด โดยไม่เน้นความยาวของท่อต่างๆ ของเฮดเดอร์เพื่อให้เกิดการย้อนกลับไป-มาตามหลัก ACOUSTIC หากแต่เป็นไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ในห้องเครื ่องยนต์ เพราะทำเฮดเดอร์ยาวเกินไปก็ใส่ลงไปไม่ได้</p>
<p>สู ต ร ไ ห น ดี<br />
แยกเป็น 2 กรณี คือ ความยาวของเฮดเดอร์ และรูปแบบของเฮดเดอร์ก่อนรวบเป็นท่อเดี่ยว</p>
<p>ความยาวของเฮดเดอร์ ในเมื่อไม่สามารถทำตามความยาวที่แท้จริงและเหมาะสมได ้ ขอเพียงมีท่ออิสระของแต่ละกระบอกสูบ ไม่มีการกวนของไอเสีย แต่ละกระบอกสูบก่อนรวบเป็นท่อเดี่ยว ยิ่งยาวได้เท่าไรยิ่งดี แต่อย่างไรก็ยังสั้นเกินไปสำหรับการช่วยดูดไอดีอยู่ด ี เลื อกยาวที่สุดย่อมดีกว่า</p>
<p>รูปแบบ หมายถึง รูปแบบของท่อต่างๆ ของเฮดเดอร์ก่อนรวบเป็นท่อเดี่ยว มีผลต่อการไหลลื่นของไอเสีย เช่น เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ เฮดเดอร์มี 2 แบบหลัก คือ 4-1 เป็นท่อเดี่ยว 4 ท่อ ออกจากฝาสูบ ฝาสูบละ 1 ท่อ ยาวตลอดจนรวบเป็นท่อเดี่ยวก่อนเข้าสู่ท่อไอเสียหรือแ คตตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ และ 4-2-1 เป็นท่อเดี่ยว 4 ท่อ ออกจากฝาสูบ ฝาสูบละ 1 ท่อ แล้วรวบเป็น 2 ท่อคล้ายตัววี ก่อนรวบเข้าเป็นท่อเดี่ยวเข้าสู่ท่อไอเสียใ นตำแหน่งจุดที่รวบเป็นท่อเดี่ยวยาวใกล้เคียงกัน โดย 2 ท่อของ 2 สูบที่จะรวบเข้าหากันต้องสลับกันจากจังหวะการจุดระเบ ิด เช่น เครื่องยนต์มีจังหวะการจุดระเบิดเรียงตามสูบ 1-3-4-2 ก็ต้องรวบสูบ 1 กับ 4 เข้าด้วยกัน และ 3 กับ 2 เข้าด้วยกัน แล้วค่อยเป็นตัววี ต่อเนื่องก่อนรวบเข้าท่อเดี่ยว เช่น เฮดเดอร์แบบ 4-2-1 เป็น 4 ท่อออกจากฝาสูบ ยาว 15 นิ้ว ช่วง 2 ท่อยาว 15 นิ้ว รวมเฮดเดอร์ยาว 30 นิ้ว แบบ 4-1 เป็น 4 ท่อออกจากฝาสูบ ยาว 30 นิ้ว รวมเฮดเดอร์ยาว 30 นิ้วเท่ากัน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%9e.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ป้ายแดง กับหลายเรื่องยุ่ง</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:01:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[แม้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันทั่วไปว่า ป้ายแดง หมายถึงป้ายทะเบียนสีแดงตัวอักษรดำ ที่มีไว้สำหรับรถใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ในช่วงรอจดทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนจริง แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายเรื่องยุ่งที่น่าสนใจ ++ ป้ายแดงปลอม++ ป้ายแดงที่ถูกกฎหมาย ต้องออกจากทางราชการและมีสมุดคู่มือประจำรถควบคู่กันเสมอ คือ ป้ายแดง 2 แผ่นสำหรับติดรถด้านหน้าและด้านหลังกับสมุดคู่มือฯ อีก 1 เล่ม ปัญหาป้ายแดงปลอมเกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือ 1.ราชการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่รถใหม่ขายดีมากๆ อย่างปี 2546 นี้ น่าจะมียอดขายรถทุกประเภทรวมถึงกว่า 500,000 คัน ในเมื่อรถขายดี แต่ไม่มีป้ายแดงให้ ก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตั้งใจแก้ไขปัญหาโดย ไปสรรหาขอป้ายแดงจากหน่วยงานราชการในจังหวัดที่ยังพอมีเหลืออยู่ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายมักง่ายจนเกิดเป็นกรณีที่ 2 คือ 2. เมื่อป้ายแดงขาดแคลนก็ไม่พยายามสรรหา หรือแม้ไม่ขาดแคลน แต่เอาง่ายเข้าว่า ซื้อป้ายแดงปลอมที่ผลิตขายกันทั่วไปในราคาป้ายละ &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="750">
<tbody>
<tr>
<td align="center">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=57450" border="0" alt="" width="400" height="265" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>แม้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันทั่วไปว่า ป้ายแดง หมายถึงป้ายทะเบียนสีแดงตัวอักษรดำ ที่มีไว้สำหรับรถใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ในช่วงรอจดทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนจริง แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายเรื่องยุ่งที่น่าสนใจ<span id="more-54"></span><br />
</strong></p>
<p><strong>++ ป้ายแดงปลอม++</strong></p>
<p>ป้ายแดงที่ถูกกฎหมาย ต้องออกจากทางราชการและมีสมุดคู่มือประจำรถควบคู่กันเสมอ คือ ป้ายแดง 2 แผ่นสำหรับติดรถด้านหน้าและด้านหลังกับสมุดคู่มือฯ อีก 1 เล่ม</p>
<p><strong>ปัญหาป้ายแดงปลอมเกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือ</strong><br />
1.ราชการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่รถใหม่ขายดีมากๆ อย่างปี 2546 นี้ น่าจะมียอดขายรถทุกประเภทรวมถึงกว่า 500,000 คัน ในเมื่อรถขายดี แต่ไม่มีป้ายแดงให้ ก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตั้งใจแก้ไขปัญหาโดย ไปสรรหาขอป้ายแดงจากหน่วยงานราชการในจังหวัดที่ยังพอมีเหลืออยู่ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายมักง่ายจนเกิดเป็นกรณีที่ 2 คือ<br />
2. เมื่อป้ายแดงขาดแคลนก็ไม่พยายามสรรหา หรือแม้ไม่ขาดแคลน แต่เอาง่ายเข้าว่า ซื้อป้ายแดงปลอมที่ผลิตขายกันทั่วไปในราคาป้ายละ 100-150 บาท</p>
<p><strong>++ตรวจสอบอย่างไร++</strong></p>
<p>ผู้ซื้อมีหน้าที่ปกป้องตัวเอง โดยดูที่ตัวป้ายแดง ทุกป้ายต้องมีตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา รถ 1 คันต้องใช้ 2 ป้าย เพื่อติดด้านหน้าและหลัง สมุดคู่มือประจำรถต้องเป็นของทางราชการ ระบุตัวหมวดอักษรและตัวเลขเดียวกับป้ายทะเบียนทั้งหมด ยังมีหน้ากระดาษและช่องเหลือสำหรับกรอกรายละเอียดการใช้รถอย่างน้อย 1-2 หน้า</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="right">
<tbody>
<tr>
<td width="5"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="200">
<tbody>
<tr>
<td width="200" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=59635" border="0" alt="" width="200" height="209" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>++กฎเดิมยังบังคับใช้ครบ++</strong></p>
<p>กรอกรายการใช้รถ ห้ามขับตอนมืด ถ้าจะขับตอนมืดต้องขออนุญาต กฎพื้นฐานเดิมของการใช้รถป้ายแดง ปัจจุบันยังมีการบังคับใช้ครบถ้วน โดยมีสาระสำคัญคือ<br />
1. ทุกครั้งที่ใช้รถเดินทาง ต้องกรอกรายละเอียดในรายการใช้รถในสมุดคู่มือฯ ให้ครบถ้วน<br />
2. ถ้าทำตามข้อ 1 แล้วจะสามารถใช้รถได้เฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก (เวลากลางวัน) เท่านั้น (ไม่ใช่ 6.00-18.00น.)<br />
3. หากจะใช้รถตอนมืด เวลาพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น (เวลากลางคืน) ไม่ว่าจะค่ำ ดึก หรือเช้ามืด นอกจากต้องทำตามข้อ 1 แล้วจะต้องขอรับอนุญาตจากนายทะเบียน (จะต้องมีลายมือชื่อนายทะเบียนของทางราชการในรายการใช้รถ) หากมีการฝ่าฝืนในข้อใด มีโทษปรับ</p>
<p><strong>++ทำไมห้ามขับตอนมืด++</strong></p>
<p>หลายคนสงสัย แต่เท่าทีสอบถามเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน (ซึ่งไม่ใช่คนออกกฎนี้) ได้รับคำตอบว่า เพราะป้ายแดงเป็นป้ายชั่วคราวที่สามารถหมุนเวียนนำไปใช้ได้ โดยการหมุนเวียนเปลี่ยนคันรถไม่ต้องขออนุญาตจากทางราชการ อีกทั้งยังมีสีเข้ม อ่านได้ยากตอนกลางคืน ดังนั้นหากเกิดเหตุอะไรไม่ชอบมาพากลตอนกลางคืน นอกจากจะอ่านเลขทะเบียนยากแล้ว ถ้าอ่านออก การติดตามหรือค้นหารถคันจริงที่ใช้ป้ายนั้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จะยุ่งยากกว่าการตามรถที่มีป้ายถาวรแล้ว</p>
<p>หลายคนบอกว่า ถ้าป้ายแดง อ่านยากตอนกลางคืน ก็น่าจะเปลี่ยนสีป้ายในกลุ่มนี้เพื่อให้ใช้งานได้ 24 ชม. ก็มีส่วนจริง แต่นั่นเป็นแค่ความเห็น เพราะล่าสุดยังไม่มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายนี้ ตราบใดที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ประชาชนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จะล้าสมัยก็ตาม นอกจากนี้ ถ้ามองในแง่ดี การเข้มงวดการใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็มีผลดีต่อการป้องการกันโจรกรรมบ้างเล็กน้อย เพราะรถใหม่ยังไม่จดทะเบียน มีแต่ป้ายแดง ยากต่อการติดตาม ถ้ามีการสลับป้ายทะเบียนหลังการโจรกรรม</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="300">
<tbody>
<tr>
<td width="300" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=14648" border="0" alt="" width="300" height="179" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>++อนุโลม จนนึกว่าทำได้หรือกฎเปลี่ยน++</strong></p>
<p>โดยเฉพาะประเด็นของการใช้รถป้ายแดงตอนมืด หลายคนคิดไปเองว่า กฎเลิกบังคับใช้แล้ว นึกว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะเห็นรถป้ายแดงบ่อยๆ ตอนมืด แล้วก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดจับกุมเลย ในความเป็นจริง กฎยังบังคับใช้ครบถ้วน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่อนุโลมให้ เพราะเห็นความจำเป็นในการใช้รถ เช่น คาบลู่คาบดอกในการเดินทาง ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด หรือออกจากที่ทำงานตอนเย็นยังไม่มืด แต่การจราจรติดขัดมาก มืดขณะที่รถคาอยู่บนถนนยังไม่ถึงบ้าน</p>
<p>นอกจากนั้นการอนุโลม ยังเกี่ยวข้องไปถึง การกรอกรายการใช้รถในเล่มทุกครั้งที่เดินทาง พบว่าน้อยครั้งมากที่ใครจะทำเช่นนั้น เพราะขี้เกียจ และเจ้าของป้ายแดงต้องขอเปลี่ยนสมุดคู่มือบ่อยมาก ถ้าใช้รถทุกวันและกรอกตามจริง ไม่กี่วันก็หมดเล่ม ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนใหม่ การอนุโลมในวงกว้าง ทำให้หลายคนคิดว่า ป้ายแดงใช้ได้ทั้งวันทั้งคืน และใช้ได้โดยไม่ต้องกรอกรายการใช้รถ การอนุโลมก็คือ อนุโลมจากผู้ถือกฎหมาย ไม่ใช่เป็นตัวบทกฎหมายเฉพาะกาลออกมา</p>
<p><strong>ดังนั้นถ้าใครไม่ทำตามแล้วถูกจับกุม ก็ไม่สามารถร้องเรียนหรือโวยวายได้ จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายใหม่</strong></p>
<p><strong>++ชอบ/ไม่ชอบ ป้ายแดง++</strong></p>
<p>บางคนคิดว่าการใช้รถป้ายแดงมีความเท่ ยิ่งใช้นานเท่าไรยิ่งดี อีกทั้งยังมีพลอยได้ไปถึงราคาขายต่อ หากยื้อใช้ป้ายแดงได้นาน หรือดีมากหากนานข้ามปี เพราะใบคู่มือจดทะเบียนจริง จะแสดงวันที่จดทะเบียนเท่านั้น จะใช้ป้ายแดงมากี่เดือนกี่ปี่ไม่เกี่ยว บางคนไม่ชอบใช้รถป้ายแดง เพราะถ้าใช้ตอนมืด จะต้องลุ้นว่าถ้าเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วจะได้รับการอนุโลมหรือไม่</p>
<p><strong>ขั้นตอนการจดทะเบียนรถของทางราชการ สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่วัน หรืออย่างช้าที่สุดไม่น่าเกินครึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านั้นแสดงว่าปัญหาอยู่ที่ผู้ขายหรือผู้นำเนินการ ไม่ใช่ทางราชการ เช่น รอรวบรวมไปดำเนินการพร้อมกันหลายคัน หรือนำเอกสารของรถคันนั้นไปหมุนเวียนเป็นเงิน (บางกรณีหมุนเป็นเงินจนถูกยึด ไม่มีเอกสารมาจดทะเบียนเลยก็มี)</strong></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline"><strong>++สรุป ทำอย่างไร++</strong></p>
<p>รับรถพร้อมป้ายแดงแท้ 2 แผ่น ติดรถที่ด้านหน้า-หลัง ต้องมีตัวย่อ ขส นูนที่มุมล่างของป้าย พร้อมสมุดคู่มือประจำรถ หมวดตัวอักษรเลขตรงกันทั้งหมด การไม่กรอกรายการใช้รถตามจริงลงในสมุดคู่มือทุกครั้ง จะได้รับการอนุโลมมากกว่ากรณีใช้รถตอนมืด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที และไม่สามารถเถียงได้ ผิดเต็มประตู เพราะกฎหมายยังบังคับใช้ตามเงื่อนไขเดิมอยู่</p>
<p><strong>ถ้าจำเป็นต้องใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็บอกได้ชัดเจนว่าว่า คุณกำลังทำผิดกฎหมาย พร้อมถูกจับและถูกปรับได้ทุกเมื่อ ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จับ คือ อนุโลม ไม่ใช่ไม่ผิด และยากถ้าจะขับรถป้ายแดงให้ถูกกฎหมายตอนมืด เพราะต้องยุ่งยากไปให้เจ้าหน้าที่ราชการนายทะเบียนลงลายมือชื่อกำกับทุกครั้ง</strong></p>
<p><strong>ไม่ว่าทางราชการยุคก่อน จะมีเหตุผลใดในการไม่สนับสนุนให้ใช้รถป้ายแดงตอนมืด แต่กฎก็คือกฎ หากจะฝ่าฝืน ก็นับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำใจ ที่คนไทยต้องทำตามหลายกฎหมายเดิมอันล้าสมัย </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรองอากาศ</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 11:00:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[กรองอากาศ ในทางวิศวกรรม การบอกลักษณะของกรองอากาศ จะพูดถึง ประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการวัดความสามารถในการกำจัดฝุ่นออกจากอากาศ ความสามารถในการเก็บฝุ่น (Dust holding capacity) หมายถึงปริมาณฝุ่นที่กรองอากาศ สามารถเก็บไว้ได้ ความเสียดทานของกระแสลม(Air flow resistance) คือค่าความดันตก (Static pressure drop) เมื่อผ่านกรองอากาศแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรองอากาศ</strong></p>
<p>ในทางวิศวกรรม การบอกลักษณะของกรองอากาศ จะพูดถึง</p>
<ol>
<li>ประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการวัดความสามารถในการกำจัดฝุ่นออกจากอากาศ</li>
<li>ความสามารถในการเก็บฝุ่น (Dust holding capacity) หมายถึงปริมาณฝุ่นที่กรองอากาศ สามารถเก็บไว้ได้</li>
<li>ความเสียดทานของกระแสลม(Air flow resistance) คือค่าความดันตก (Static pressure drop) เมื่อผ่านกรองอากาศแล้ว</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเติมลมยาง</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 10:58:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้ เติมลมน้อยเกินไป ยางจะบวมล่อนได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง  ดอกยางสึกผิดปกติ   อาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง  สึกที่ไหล่ยางหรือ สึกที่ปลายดอก มีความฝึดที่ผิวสัมผัสมาก ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่าปกติ เติมสูบลมมากเกินไป เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง   ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมาก    ถ่ายเทการสั่นสะเทือนหรือการ กระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก   ขาดความนุ่มนวล การเติมลมของยางล้อคู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลม   และรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากันตลอดเวลา   ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก ชำรุดเสียหายง่าย สึกหรอผิดปกติ เส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อย การสึกของยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ - ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว - ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้</p>
<p><img src="http://www.mistercleanweb.com/motor/car-wheel.gif" border="0" alt="Click! Here Go To Bridgestone Group Thailand" width="410" height="200" /></p>
<p><strong>เติมลมน้อยเกินไป</strong><br />
ยางจะบวมล่อนได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง  ดอกยางสึกผิดปกติ   อาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง  สึกที่ไหล่ยางหรือ<span id="more-49"></span><br />
สึกที่ปลายดอก มีความฝึดที่ผิวสัมผัสมาก ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่าปกติ</p>
<p><strong>เติมสูบลมมากเกินไป</strong><br />
เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง   ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมาก    ถ่ายเทการสั่นสะเทือนหรือการ<br />
กระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก   ขาดความนุ่มนวล</p>
<p><strong>การเติมลมของยางล้อค</strong>ู่<br />
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลม   และรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากันตลอดเวลา   ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก<br />
ชำรุดเสียหายง่าย สึกหรอผิดปกติ เส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อย การสึกของยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ</p>
<p>- ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว</p>
<p>- ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา</p>
<p>ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 ก.ก. ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2 ก.ก./<br />
ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 800 ก.ก. ในกรณีแรงดันลมต่างกัน 2 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว ยางเส้น<br />
ที่เติมลมมาก   จะมีอายุใช้งานเพียง 70%   เส้นที่ลมยางอ่อนจะมีอายุการใช้งานเหลือเพียง 45%    การเติมลมให้เท่ากันจึงมีความจำเป็น<br />
อย่างยิ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้น จึงควรเติมลมให้พอดี ตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องเติมลมให้ถูก<br />
ต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ตั้งมุมของล้อหน้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้นๆ อีกด้วย</p>
<p>การตรวจเช็คลมยาง ควรตรวจเช็คในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ และเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่บริษัทรถกำหนด</p>
<p>นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บยางไว้นานๆ  ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางสัมผัสกับความร้อน  แสงแดด ลม ฝน ความชื้น น้ำมัน และ<br />
สารเคมีต่างๆ  หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ อายุการใช้งานของยางก็จะยาวนานขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องตั้งศูนย์ล้อ</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 10:58:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[หลายท่านคงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย การหมั่นตรวจความดันลมยางให้เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อ ที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ 1. TOE-IN และ TOE-OUT 2. CAMBER 3. CASTER 4. KINGPIN มุม TOE-IN หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน (ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสี ไปด้านข้าง &#8230; <a href="http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">หลายท่านคงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย<br />
การหมั่นตรวจความดันลมยางให้เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อ<br />
ที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ<br />
ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="2" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">1.</td>
<td align="left" valign="top">TOE-IN และ TOE-OUT</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">2.</td>
<td align="left" valign="top">CAMBER</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">3.</td>
<td align="left" valign="top">CASTER</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">4.</td>
<td align="left" valign="top">KINGPIN</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img1.gif" alt="" width="185" height="285" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม TOE-IN</strong><br />
หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า<br />
ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT<br />
คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน<br />
(ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน<br />
มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป<br />
จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสี<br />
ไปด้านข้าง ผลคือทำให้ดอกยางสึกอย่างรวดเร็ว<br />
หรือสึกไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะปลายดอกยางตวัดขึ้น<br />
เหมือนปลายขนนกตลอดหน้ายาง</td>
</tr>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img2.gif" alt="" width="185" height="145" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม CAMBER</strong><br />
เป็นการเอียงของยางส่วนล่างหรือส่วนบน<br />
ถ้าส่วนล่างเอียงเข้าหากัน เราเรียกว่ามุม<br />
CAMBER บวก (ดูภาพตัวอย่างประกอบ) การเอียง<br />
ยางส่วนบนกางออกในลักษณะ / เพื่อให้ยาง<br />
รับน้ำหนักบรรทุกได้พอดีกับหน้ายาง เมื่อใช้รถ<br />
ไปนานๆ มุมของ CAMBER อาจเปลี่ยนแปลงไปได้<br />
และถ้าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้ น้ำหนัก<br />
จะกดลงที่ด้านนอกของยางมากกว่าด้านใน<br />
ทำให้ยางสึกผิดปกติด้านเดียว</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top"><strong>มุม CASTER</strong><br />
เป็นมุมที่ทำให้รถวิ่งตรงไปข้างหน้าได้ง่าย ดูตัวอย่างได้จากรถจักรยาน ขาที่ยึดล้อทั้งคู่<br />
จะเอียงไปด้านหน้า เห็นได้ว่ารถจักรยานสามารถวิ่งไปโดยปล่อยมือได้<br />
(ดูตัวอย่างภาพประกอบ)</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img3.gif" alt="" width="360" height="145" /></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top">เปรียบได้กับ มุม CASTER ทั้งสองล้อต้องมีมุมเท่ากัน ซึ่งจะทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้ตรงทาง<br />
ถ้ามุม CASTER ข้างใดน้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะพยายามหันไปทางด้านน้อย ผู้ขับรถ<br />
ต้องพยายามขืนพวงมาลัยเสมอ จะทำให้ยางสึกไม่เรียบเกิดการสึกของดอกยาง<br />
ในลักษณะปลายตวัดเหมือนขนนก</td>
</tr>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img4.gif" alt="" width="120" height="275" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม KINGPIN</strong><br />
เป็นตัวรับน้ำหนักจากรถไปยังล้อ และขณะเดียวกันก็เป็น<br />
เพลาของศูนย์ล้อด้วย มุมของ KINGPIN มีส่วนสัมพันธ์<br />
กับมุมของ CAMBER มาก KINGPIN จะช่วยทำให้การบังคับ<br />
พวงมาลัยทำได้ง่ายและเมื่อเลี้ยวไปแล้วพวงมาลัยสามารถ<br />
คืนกลับมาได้เอง KINGPIN นี้เหมือนกับ CAMBER<br />
ทำให้น้ำหนักรถกดลงที่ด้านนอกของยาง ถ้า KINGPIN<br />
ผิดพลาด ผลคือจะทำให้ยางสึกหรอด้านเดียว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">ศูนย์ล้อที่ผิดพลาดจะทำให้อายุของยางลดลงอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้คร่าวๆ จากความผิดปกติ<br />
ของการสึกหรอของยาง แต่ศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า คนส่วนมาก<br />
จึงไม่ค่อยสนใจ ซึ่งความจริงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คและตั้งศูนย์ล้อ<br />
เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือภายหลังจากการทำการซ่อมช่วงล่างทุกครั้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานของยาง<br />
และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">หลายท่านคงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย<br />
การหมั่นตรวจความดันลมยางให้เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อ<br />
ที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ<br />
ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="2" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">1.</td>
<td align="left" valign="top">TOE-IN และ TOE-OUT</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">2.</td>
<td align="left" valign="top">CAMBER</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">3.</td>
<td align="left" valign="top">CASTER</td>
</tr>
<tr>
<td width="10" align="left" valign="top">4.</td>
<td align="left" valign="top">KINGPIN</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img1.gif" alt="" width="185" height="285" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม TOE-IN</strong><br />
หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า<br />
ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT<br />
คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน<br />
(ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน<br />
มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป<br />
จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสี<br />
ไปด้านข้าง ผลคือทำให้ดอกยางสึกอย่างรวดเร็ว<br />
หรือสึกไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะปลายดอกยางตวัดขึ้น<br />
เหมือนปลายขนนกตลอดหน้ายาง</td>
</tr>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img2.gif" alt="" width="185" height="145" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม CAMBER</strong><br />
เป็นการเอียงของยางส่วนล่างหรือส่วนบน<br />
ถ้าส่วนล่างเอียงเข้าหากัน เราเรียกว่ามุม<br />
CAMBER บวก (ดูภาพตัวอย่างประกอบ) การเอียง<br />
ยางส่วนบนกางออกในลักษณะ / เพื่อให้ยาง<br />
รับน้ำหนักบรรทุกได้พอดีกับหน้ายาง เมื่อใช้รถ<br />
ไปนานๆ มุมของ CAMBER อาจเปลี่ยนแปลงไปได้<br />
และถ้าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้ น้ำหนัก<br />
จะกดลงที่ด้านนอกของยางมากกว่าด้านใน<br />
ทำให้ยางสึกผิดปกติด้านเดียว</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top"><strong>มุม CASTER</strong><br />
เป็นมุมที่ทำให้รถวิ่งตรงไปข้างหน้าได้ง่าย ดูตัวอย่างได้จากรถจักรยาน ขาที่ยึดล้อทั้งคู่<br />
จะเอียงไปด้านหน้า เห็นได้ว่ารถจักรยานสามารถวิ่งไปโดยปล่อยมือได้<br />
(ดูตัวอย่างภาพประกอบ)</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img3.gif" alt="" width="360" height="145" /></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" align="left" valign="top">เปรียบได้กับ มุม CASTER ทั้งสองล้อต้องมีมุมเท่ากัน ซึ่งจะทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้ตรงทาง<br />
ถ้ามุม CASTER ข้างใดน้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะพยายามหันไปทางด้านน้อย ผู้ขับรถ<br />
ต้องพยายามขืนพวงมาลัยเสมอ จะทำให้ยางสึกไม่เรียบเกิดการสึกของดอกยาง<br />
ในลักษณะปลายตวัดเหมือนขนนก</td>
</tr>
<tr>
<td width="195" align="left" valign="top"><img src="http://www.auto2thai.com/images/trsfty_usgmntnnc_cretr_dtl01_img4.gif" alt="" width="120" height="275" /></td>
<td align="left" valign="top"><strong>มุม KINGPIN</strong><br />
เป็นตัวรับน้ำหนักจากรถไปยังล้อ และขณะเดียวกันก็เป็น<br />
เพลาของศูนย์ล้อด้วย มุมของ KINGPIN มีส่วนสัมพันธ์<br />
กับมุมของ CAMBER มาก KINGPIN จะช่วยทำให้การบังคับ<br />
พวงมาลัยทำได้ง่ายและเมื่อเลี้ยวไปแล้วพวงมาลัยสามารถ<br />
คืนกลับมาได้เอง KINGPIN นี้เหมือนกับ CAMBER<br />
ทำให้น้ำหนักรถกดลงที่ด้านนอกของยาง ถ้า KINGPIN<br />
ผิดพลาด ผลคือจะทำให้ยางสึกหรอด้านเดียว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="top">ศูนย์ล้อที่ผิดพลาดจะทำให้อายุของยางลดลงอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้คร่าวๆ จากความผิดปกติ<br />
ของการสึกหรอของยาง แต่ศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า คนส่วนมาก<br />
จึงไม่ค่อยสนใจ ซึ่งความจริงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คและตั้งศูนย์ล้อ<br />
เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือภายหลังจากการทำการซ่อมช่วงล่างทุกครั้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานของยาง<br />
และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถนนร้อน &#8230; ยางจะระเบิดหรือไม่</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 10:57:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[&#8221; ถนนร้อน &#8230; ยางจะระเบิดหรือไม่ &#8221; ความร้อนที่ผิวถนนมีผลทำให้ยางระเบิดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ได้มีการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนัก หรือจะบอกว่า ความร้อนที่มีผิวถนนมีผลกระทบต่อยางอย่างน้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกและความเร็วสูงๆที่ใช้ ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะในขณะที่รถยนต์วิ่งไปตลอดเวลาในระดับความเร็วปกตินั้น กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะกับยาง จะเป็นตัวช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับยางได้มากทีเดียว ความร้อนของผิวถนนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวถนนแบบใดในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิดได้ ยกเว้นแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงผิดปกติ เช่น เมื่อเกิดพายุลมร้อน หรือความร้อนที่เกิดขึ้นตามประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร หรือเมื่อขับรถไปจนยางร้อนจัด แล้วต้องไปเจอกับอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น เจอฝนตก อย่างนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดยางระเบิดได้เหมือนกัน วิธีการที่ดีเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นผิวที่ร้อนจัดมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง และเมื่อท่านต้องขับรถยนต์ทางไกลในสภาพที่ร้อนจัด ก็ควรทำการพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์และยางได้คลายความร้อนลงไปบ้าง โดยประมาณไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ควรพักรถหนึ่งครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นถนนที่มีน้ำเปียกถนน เพราะอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจะทำให้ยางร่อน , บวม หรือยางระเบิดได้ครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8221; ถนนร้อน &#8230; ยางจะระเบิดหรือไม่ &#8221;<br />
<img src="http://www.auto2thai.com/article/uploads/images/ergonomics_runflat.jpg" border="0" alt="ถนนร้อน ... ยางจะระเบิดหรือไม่" width="500" height="303" /></p>
<p>ความร้อนที่ผิวถนนมีผลทำให้ยางระเบิดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ได้มีการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนัก หรือจะบอกว่า ความร้อนที่มีผิวถนนมีผลกระทบต่อยางอย่างน้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกและความเร็วสูงๆที่ใช้ ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง</p>
<p>เพราะในขณะที่รถยนต์วิ่งไปตลอดเวลาในระดับความเร็วปกตินั้น กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะกับยาง จะเป็นตัวช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับยางได้มากทีเดียว<br />
ความร้อนของผิวถนนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวถนนแบบใดในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิดได้</p>
<p>ยกเว้นแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงผิดปกติ เช่น เมื่อเกิดพายุลมร้อน หรือความร้อนที่เกิดขึ้นตามประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร หรือเมื่อขับรถไปจนยางร้อนจัด<br />
แล้วต้องไปเจอกับอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น เจอฝนตก อย่างนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดยางระเบิดได้เหมือนกัน</p>
<p>วิธีการที่ดีเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นผิวที่ร้อนจัดมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง และเมื่อท่านต้องขับรถยนต์ทางไกลในสภาพที่ร้อนจัด<br />
ก็ควรทำการพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์และยางได้คลายความร้อนลงไปบ้าง โดยประมาณไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ควรพักรถหนึ่งครั้ง<br />
แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นถนนที่มีน้ำเปียกถนน เพราะอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจะทำให้ยางร่อน , บวม หรือยางระเบิดได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลัทซ์&#8230;ดาบสองคมของนักขับรถ</title>
		<link>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82.html</link>
		<comments>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 10:56:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ - เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.auto2thai.com/article/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันนี้ผู้ขับรถรุ่นใหม่ทั้งหลายนิยมขับรถแบบเกียร์อัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่เนื่องด้วยความสะดวกและง่ายในการควบคุมรถ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยนิยมขับเกียร์ธรรมดาเพราะขับสนุกกว่าหลายเท่า แต่ทั้งนี้จะต้องเหยียบคลัทซ์ควบคู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นการเบารถ เหยียบเบรก เลี้ยวรถ แถมบางคนยังได้รับการบอกต่อๆกันมาว่าถ้ากลัวเครื่องยนต์ดับก็ให้เยียบคลัทซ์ไว้ ในการไปสอบใบขับขี่จากทางราชการก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะไม่ดูพฤติกรรมการัขบรถของผู้เข้าทดสอบในเรื่องการใช้คลัทซ์เลย ความจริงแล้ว&#8221;คลัทซ์&#8221;นั้นคือมหันตภัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่หลวงหากผู้ขับใช้บ่อยอย่างพร่ำเพรื่อเกินไป การเหยียบคลัทซ์แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปมีค่าเท่ากับปล่อยเกียร์ว่างเช่นเดียวกับที่เรียกว่า &#8220;Coasting&#8221;ในการสอบใบขับขี่สำหรับประเทศที่มาตรฐานสูงอย่างประเทศอังกฤษจะให้ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้สอบตกทันที เกียร์ไปยังล้อรถยนต์ ขณะที่รถวิ่งและยังอยู่ในเกียร์แรงฉุดจากเครื่องยนต์จะถ่ายทอดกำลังไปกดที่ล้อรถเพื่อช่วยให้ล้อเกาะติดถกับพื้นถนน ดังนั้นในเมื่อขับรถอยู่หากผู้ขับไปเหยียบคลัทซ์เข้าไม่ว่าจะเป็นจากความเคยชินหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาดไป รถจะไม่เกาะถนน หากถนนลื่นหรือมีการหักเลี้ยวรถจะหมุนโดยทันทีโดยเฉพาะกับผู้ที่เคยชินกับการเบรกพร้อมกับเหยียบคลัทซ์ไปด้วยจะทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นเพราะแรงฉุดจากเครื่องยนต์ได้ถูกตัดขาดไป การเบรกก็จะยากขึ้นอีกเท่าตัว อุบัติเหตุทางรถยนต์ทุกวันนี้สาเหตุหนึ่งก็คือการใช้คลัทซ์เกินความจำเป็นนั่นเอง อาทิ จะเบรกก็เหยียบคลัทซ์ รถขึ้นเขา-เลี้ยงคัลทซ์ สิ่งเหล่านี้เรียกนี้ว่า &#8220;Coasting&#8221; จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ใช้รถลองเปลี่ยนอุปนิสัยการใช้คลัทซ์ใหม่ อย่างเช่นลองเหยียบคลัทซ์ต่อเมื่อเปลี่ยนเกียร์หรือขับช้าเพื่อเข้าที่แคบๆเท่านั้นเอง หรืออีกแบบขณะที่ขับรถมามีเหตุให้ต้องเบารถก็เพียงแค่ยกคันเร่งรถก็จะเบาลง หากเมื่อยกคันเร่งแล้วความเร็วยังไม่ลดตามที่ต้องการก็ใช้เท้าขวาแตะเบรกเบาๆแต่ห้ามไปเหยียบคลัทซ์เป็นอันขาด หากจำเป็นจะต้องหยุดรถโดยทันทีให้เหยียบเบรกลงไปอย่างแรงและไม่ต้องเหยียบคลัทซ์จนรถหยุดเกือบสนิทแล้วจึงเหยียบคลัทซ์พร้อมกับปลดเกียร์ว่าง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นไม่ปัดซ้ายขวาถึงแม้ถนนลื่น อย่างไรก็ตามควรระวังเท้าซ้ายเพราะเป็นเท้าที่เหยียบคลัทซ์เมื่อรถออกตัวเต็มที่ให้เอาเท้าซ้ายวางไว้ที่พื้น ไม่ต้องไปเหยียบคลัทซ์ พฤติกรรมแบบนี้ผู้ขับจะต้องฝึกบ่อยๆและสลัดของเก่าๆที่เคยชินออกไปเมื่อนั้นก็จะเป็นนักขับที่ถูกต้องลดอันตรายลงไปมาก เห็นไหมครับว่าคลัทซ์นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษเท่าๆกัน เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธืเท่านั้นเอง&#8230;&#8230;.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="250">
<tbody>
<tr>
<td width="250" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=914306" border="0" alt="" width="250" height="288" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
<td width="5"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ปัจจุบันนี้ผู้ขับรถรุ่นใหม่ทั้งหลายนิยมขับรถแบบเกียร์อัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่เนื่องด้วยความสะดวกและง่ายในการควบคุมรถ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยนิยมขับเกียร์ธรรมดาเพราะขับสนุกกว่าหลายเท่า แต่ทั้งนี้จะต้องเหยียบคลัทซ์ควบคู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นการเบารถ เหยียบเบรก เลี้ยวรถ แถมบางคนยังได้รับการบอกต่อๆกันมาว่าถ้ากลัวเครื่องยนต์ดับก็ให้เยียบคลัทซ์ไว้<br />
</strong></p>
<p>ในการไปสอบใบขับขี่จากทางราชการก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะไม่ดูพฤติกรรมการัขบรถของผู้เข้าทดสอบในเรื่องการใช้คลัทซ์เลย ความจริงแล้ว&#8221;คลัทซ์&#8221;นั้นคือมหันตภัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่หลวงหากผู้ขับใช้บ่อยอย่างพร่ำเพรื่อเกินไป การเหยียบคลัทซ์แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปมีค่าเท่ากับปล่อยเกียร์ว่างเช่นเดียวกับที่เรียกว่า &#8220;Coasting&#8221;ในการสอบใบขับขี่สำหรับประเทศที่มาตรฐานสูงอย่างประเทศอังกฤษจะให้ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้สอบตกทันที</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="420">
<tbody>
<tr>
<td width="420" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=914307" border="0" alt="" width="420" height="315" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เกียร์ไปยังล้อรถยนต์ ขณะที่รถวิ่งและยังอยู่ในเกียร์แรงฉุดจากเครื่องยนต์จะถ่ายทอดกำลังไปกดที่ล้อรถเพื่อช่วยให้ล้อเกาะติดถกับพื้นถนน ดังนั้นในเมื่อขับรถอยู่หากผู้ขับไปเหยียบคลัทซ์เข้าไม่ว่าจะเป็นจากความเคยชินหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาดไป รถจะไม่เกาะถนน หากถนนลื่นหรือมีการหักเลี้ยวรถจะหมุนโดยทันทีโดยเฉพาะกับผู้ที่เคยชินกับการเบรกพร้อมกับเหยียบคลัทซ์ไปด้วยจะทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นเพราะแรงฉุดจากเครื่องยนต์ได้ถูกตัดขาดไป การเบรกก็จะยากขึ้นอีกเท่าตัว</p>
<p>อุบัติเหตุทางรถยนต์ทุกวันนี้สาเหตุหนึ่งก็คือการใช้คลัทซ์เกินความจำเป็นนั่นเอง อาทิ จะเบรกก็เหยียบคลัทซ์ รถขึ้นเขา-เลี้ยงคัลทซ์ สิ่งเหล่านี้เรียกนี้ว่า &#8220;Coasting&#8221; จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ใช้รถลองเปลี่ยนอุปนิสัยการใช้คลัทซ์ใหม่ อย่างเช่นลองเหยียบคลัทซ์ต่อเมื่อเปลี่ยนเกียร์หรือขับช้าเพื่อเข้าที่แคบๆเท่านั้นเอง หรืออีกแบบขณะที่ขับรถมามีเหตุให้ต้องเบารถก็เพียงแค่ยกคันเร่งรถก็จะเบาลง หากเมื่อยกคันเร่งแล้วความเร็วยังไม่ลดตามที่ต้องการก็ใช้เท้าขวาแตะเบรกเบาๆแต่ห้ามไปเหยียบคลัทซ์เป็นอันขาด</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="430">
<tbody>
<tr>
<td width="430" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=914308" border="0" alt="" width="430" height="267" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>หากจำเป็นจะต้องหยุดรถโดยทันทีให้เหยียบเบรกลงไปอย่างแรงและไม่ต้องเหยียบคลัทซ์จนรถหยุดเกือบสนิทแล้วจึงเหยียบคลัทซ์พร้อมกับปลดเกียร์ว่าง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นไม่ปัดซ้ายขวาถึงแม้ถนนลื่น อย่างไรก็ตามควรระวังเท้าซ้ายเพราะเป็นเท้าที่เหยียบคลัทซ์เมื่อรถออกตัวเต็มที่ให้เอาเท้าซ้ายวางไว้ที่พื้น ไม่ต้องไปเหยียบคลัทซ์</p>
<p>พฤติกรรมแบบนี้ผู้ขับจะต้องฝึกบ่อยๆและสลัดของเก่าๆที่เคยชินออกไปเมื่อนั้นก็จะเป็นนักขับที่ถูกต้องลดอันตรายลงไปมาก เห็นไหมครับว่าคลัทซ์นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษเท่าๆกัน เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธืเท่านั้นเอง&#8230;&#8230;.</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.auto2thai.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: www.auto2thai.com @ 2012-05-17 22:13:56 -->
