วิธีดูแลระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์

อุปกรณ์ในระบบหล่อเย็นที่สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้อีก อย่างหนึ่งก็คือ พัดลมหม้อน้ำ เพราะช่วยในการถ่ายเทความร้อนระหว่างรังผึ้งหม้อน้ำกับอากาศให้สมดุลกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ปัจจุบันพัดลมหม้อน้ำในรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ข ับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะการควบคุมการทำงานได้ง่ายกว่าชนิดขับด้วยสายพาน แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ ได้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในรถมีน้อย รถที่ต้องการอัตราการไหลของอากาศมาก ๆ เนื่องจากอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์สูง เช่น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงยังจำเป็นต้องใช้พัดลมชน ิดที่ขับด้วยสายพานโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์อยู่ Continue reading

การใช้เกียร์อัตโนมัติและปุ่มสวิทช์ควบคุมต่างๆ

เกียร์อัตโนมัติจะมีตำแหน่งบอกของแต่ละเกียร์ ซึ่งแต่ละเกียร์จะมีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งของเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่จะทำการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง “P” หรือ “N” ไปยังตำแหน่งเกียร์อื่นๆ ควรทำการเหยียบเบรกไว้ด้วยทุกครั้ง และป้องกันการ กระตุกของตัวรถด้วย

  • เกียร์ “ P ” จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้
  • เกียร์ “ R ” ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง Continue reading

ท่อเฮดเดอร์ ไล่ไอเสีย เพิ่มกำลัง

ท่อเฮดเดอร์
เฮดเดอร์ เป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบระบายไอเสียที่ได้รับความสนใจ ในการเพิ่ม กำลังของเครื่องยนต์ แต่จะยุ่งยาก แพง หรือได้กำลังเพิ่มขึ้นมาคุ้มค่าแค่ไหน ? เครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วไปมีการทำงานต่อเนื่อง ดูด-อั ด-ระเบิด-คาย ในการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงรอบต่อ 1 วัฏจักรการทำงาน คือ ดูด-ลูกสูบเลื่อนลง วาล์วไอดีเปิดเพื่อรับไอดีเข้ามา อัด-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอดี-ไอเสียปิดสนิท เพื่ออัดเตรียมให้มีการจุดระเบิดในจังหวะต่อไป ระเบิด-จุ ดระเบิดด้วยหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือจุดระเบิดด้วยการฉีดละอองน้ำมันเข้าผสมกับอากาศท ี่ถูกอัดแน ่นจนร้อนจัด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) แล้วต่อเนื่องถึงจังหวะสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับ -เฮดเดอร์- คือ คาย-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอเสียเปิดเพื่อระบายไอเสียออก จากเครื่องยนต์ เและเตรียมรับไอดีในจังหวะดูดต่อไป Continue reading

ป้ายแดง กับหลายเรื่องยุ่ง

แม้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันทั่วไปว่า ป้ายแดง หมายถึงป้ายทะเบียนสีแดงตัวอักษรดำ ที่มีไว้สำหรับรถใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ในช่วงรอจดทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนจริง แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายเรื่องยุ่งที่น่าสนใจ Continue reading

กรองอากาศ

กรองอากาศ

ในทางวิศวกรรม การบอกลักษณะของกรองอากาศ จะพูดถึง

  1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการวัดความสามารถในการกำจัดฝุ่นออกจากอากาศ
  2. ความสามารถในการเก็บฝุ่น (Dust holding capacity) หมายถึงปริมาณฝุ่นที่กรองอากาศ สามารถเก็บไว้ได้
  3. ความเสียดทานของกระแสลม(Air flow resistance) คือค่าความดันตก (Static pressure drop) เมื่อผ่านกรองอากาศแล้ว

การเติมลมยาง

การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้

Click! Here Go To Bridgestone Group Thailand

เติมลมน้อยเกินไป
ยางจะบวมล่อนได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง  ดอกยางสึกผิดปกติ   อาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง  สึกที่ไหล่ยางหรือ Continue reading

ทำไมต้องตั้งศูนย์ล้อ

หลายท่านคงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย
การหมั่นตรวจความดันลมยางให้เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อ
ที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ
ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ
1. TOE-IN และ TOE-OUT
2. CAMBER
3. CASTER
4. KINGPIN
มุม TOE-IN
หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า
ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT
คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน
(ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน
มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป
จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสี
ไปด้านข้าง ผลคือทำให้ดอกยางสึกอย่างรวดเร็ว
หรือสึกไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะปลายดอกยางตวัดขึ้น
เหมือนปลายขนนกตลอดหน้ายาง
มุม CAMBER
เป็นการเอียงของยางส่วนล่างหรือส่วนบน
ถ้าส่วนล่างเอียงเข้าหากัน เราเรียกว่ามุม
CAMBER บวก (ดูภาพตัวอย่างประกอบ) การเอียง
ยางส่วนบนกางออกในลักษณะ / เพื่อให้ยาง
รับน้ำหนักบรรทุกได้พอดีกับหน้ายาง เมื่อใช้รถ
ไปนานๆ มุมของ CAMBER อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
และถ้าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้ น้ำหนัก
จะกดลงที่ด้านนอกของยางมากกว่าด้านใน
ทำให้ยางสึกผิดปกติด้านเดียว
มุม CASTER
เป็นมุมที่ทำให้รถวิ่งตรงไปข้างหน้าได้ง่าย ดูตัวอย่างได้จากรถจักรยาน ขาที่ยึดล้อทั้งคู่
จะเอียงไปด้านหน้า เห็นได้ว่ารถจักรยานสามารถวิ่งไปโดยปล่อยมือได้
(ดูตัวอย่างภาพประกอบ)
เปรียบได้กับ มุม CASTER ทั้งสองล้อต้องมีมุมเท่ากัน ซึ่งจะทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้ตรงทาง
ถ้ามุม CASTER ข้างใดน้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะพยายามหันไปทางด้านน้อย ผู้ขับรถ
ต้องพยายามขืนพวงมาลัยเสมอ จะทำให้ยางสึกไม่เรียบเกิดการสึกของดอกยาง
ในลักษณะปลายตวัดเหมือนขนนก
มุม KINGPIN
เป็นตัวรับน้ำหนักจากรถไปยังล้อ และขณะเดียวกันก็เป็น
เพลาของศูนย์ล้อด้วย มุมของ KINGPIN มีส่วนสัมพันธ์
กับมุมของ CAMBER มาก KINGPIN จะช่วยทำให้การบังคับ
พวงมาลัยทำได้ง่ายและเมื่อเลี้ยวไปแล้วพวงมาลัยสามารถ
คืนกลับมาได้เอง KINGPIN นี้เหมือนกับ CAMBER
ทำให้น้ำหนักรถกดลงที่ด้านนอกของยาง ถ้า KINGPIN
ผิดพลาด ผลคือจะทำให้ยางสึกหรอด้านเดียว
ศูนย์ล้อที่ผิดพลาดจะทำให้อายุของยางลดลงอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้คร่าวๆ จากความผิดปกติ
ของการสึกหรอของยาง แต่ศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า คนส่วนมาก
จึงไม่ค่อยสนใจ ซึ่งความจริงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คและตั้งศูนย์ล้อ
เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือภายหลังจากการทำการซ่อมช่วงล่างทุกครั้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานของยาง
และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่
หลายท่านคงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย
การหมั่นตรวจความดันลมยางให้เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อ
ที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ
ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ
1. TOE-IN และ TOE-OUT
2. CAMBER
3. CASTER
4. KINGPIN
มุม TOE-IN
หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า
ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT
คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน
(ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน
มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป
จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสี
ไปด้านข้าง ผลคือทำให้ดอกยางสึกอย่างรวดเร็ว
หรือสึกไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะปลายดอกยางตวัดขึ้น
เหมือนปลายขนนกตลอดหน้ายาง
มุม CAMBER
เป็นการเอียงของยางส่วนล่างหรือส่วนบน
ถ้าส่วนล่างเอียงเข้าหากัน เราเรียกว่ามุม
CAMBER บวก (ดูภาพตัวอย่างประกอบ) การเอียง
ยางส่วนบนกางออกในลักษณะ / เพื่อให้ยาง
รับน้ำหนักบรรทุกได้พอดีกับหน้ายาง เมื่อใช้รถ
ไปนานๆ มุมของ CAMBER อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
และถ้าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้ น้ำหนัก
จะกดลงที่ด้านนอกของยางมากกว่าด้านใน
ทำให้ยางสึกผิดปกติด้านเดียว
มุม CASTER
เป็นมุมที่ทำให้รถวิ่งตรงไปข้างหน้าได้ง่าย ดูตัวอย่างได้จากรถจักรยาน ขาที่ยึดล้อทั้งคู่
จะเอียงไปด้านหน้า เห็นได้ว่ารถจักรยานสามารถวิ่งไปโดยปล่อยมือได้
(ดูตัวอย่างภาพประกอบ)
เปรียบได้กับ มุม CASTER ทั้งสองล้อต้องมีมุมเท่ากัน ซึ่งจะทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้ตรงทาง
ถ้ามุม CASTER ข้างใดน้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะพยายามหันไปทางด้านน้อย ผู้ขับรถ
ต้องพยายามขืนพวงมาลัยเสมอ จะทำให้ยางสึกไม่เรียบเกิดการสึกของดอกยาง
ในลักษณะปลายตวัดเหมือนขนนก
มุม KINGPIN
เป็นตัวรับน้ำหนักจากรถไปยังล้อ และขณะเดียวกันก็เป็น
เพลาของศูนย์ล้อด้วย มุมของ KINGPIN มีส่วนสัมพันธ์
กับมุมของ CAMBER มาก KINGPIN จะช่วยทำให้การบังคับ
พวงมาลัยทำได้ง่ายและเมื่อเลี้ยวไปแล้วพวงมาลัยสามารถ
คืนกลับมาได้เอง KINGPIN นี้เหมือนกับ CAMBER
ทำให้น้ำหนักรถกดลงที่ด้านนอกของยาง ถ้า KINGPIN
ผิดพลาด ผลคือจะทำให้ยางสึกหรอด้านเดียว
ศูนย์ล้อที่ผิดพลาดจะทำให้อายุของยางลดลงอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้คร่าวๆ จากความผิดปกติ
ของการสึกหรอของยาง แต่ศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า คนส่วนมาก
จึงไม่ค่อยสนใจ ซึ่งความจริงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คและตั้งศูนย์ล้อ
เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือภายหลังจากการทำการซ่อมช่วงล่างทุกครั้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานของยาง
และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่

ถนนร้อน … ยางจะระเบิดหรือไม่

” ถนนร้อน … ยางจะระเบิดหรือไม่ ”
ถนนร้อน ... ยางจะระเบิดหรือไม่

ความร้อนที่ผิวถนนมีผลทำให้ยางระเบิดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ได้มีการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนัก หรือจะบอกว่า ความร้อนที่มีผิวถนนมีผลกระทบต่อยางอย่างน้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกและความเร็วสูงๆที่ใช้ ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะในขณะที่รถยนต์วิ่งไปตลอดเวลาในระดับความเร็วปกตินั้น กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะกับยาง จะเป็นตัวช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับยางได้มากทีเดียว
ความร้อนของผิวถนนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวถนนแบบใดในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิดได้

ยกเว้นแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงผิดปกติ เช่น เมื่อเกิดพายุลมร้อน หรือความร้อนที่เกิดขึ้นตามประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร หรือเมื่อขับรถไปจนยางร้อนจัด
แล้วต้องไปเจอกับอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น เจอฝนตก อย่างนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดยางระเบิดได้เหมือนกัน

วิธีการที่ดีเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นผิวที่ร้อนจัดมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง และเมื่อท่านต้องขับรถยนต์ทางไกลในสภาพที่ร้อนจัด
ก็ควรทำการพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์และยางได้คลายความร้อนลงไปบ้าง โดยประมาณไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ควรพักรถหนึ่งครั้ง
แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นถนนที่มีน้ำเปียกถนน เพราะอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจะทำให้ยางร่อน , บวม หรือยางระเบิดได้ครับ

คลัทซ์…ดาบสองคมของนักขับรถ

ปัจจุบันนี้ผู้ขับรถรุ่นใหม่ทั้งหลายนิยมขับรถแบบเกียร์อัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่เนื่องด้วยความสะดวกและง่ายในการควบคุมรถ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยนิยมขับเกียร์ธรรมดาเพราะขับสนุกกว่าหลายเท่า แต่ทั้งนี้จะต้องเหยียบคลัทซ์ควบคู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นการเบารถ เหยียบเบรก เลี้ยวรถ แถมบางคนยังได้รับการบอกต่อๆกันมาว่าถ้ากลัวเครื่องยนต์ดับก็ให้เยียบคลัทซ์ไว้

ในการไปสอบใบขับขี่จากทางราชการก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะไม่ดูพฤติกรรมการัขบรถของผู้เข้าทดสอบในเรื่องการใช้คลัทซ์เลย ความจริงแล้ว”คลัทซ์”นั้นคือมหันตภัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่หลวงหากผู้ขับใช้บ่อยอย่างพร่ำเพรื่อเกินไป การเหยียบคลัทซ์แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปมีค่าเท่ากับปล่อยเกียร์ว่างเช่นเดียวกับที่เรียกว่า “Coasting”ในการสอบใบขับขี่สำหรับประเทศที่มาตรฐานสูงอย่างประเทศอังกฤษจะให้ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้สอบตกทันที

เกียร์ไปยังล้อรถยนต์ ขณะที่รถวิ่งและยังอยู่ในเกียร์แรงฉุดจากเครื่องยนต์จะถ่ายทอดกำลังไปกดที่ล้อรถเพื่อช่วยให้ล้อเกาะติดถกับพื้นถนน ดังนั้นในเมื่อขับรถอยู่หากผู้ขับไปเหยียบคลัทซ์เข้าไม่ว่าจะเป็นจากความเคยชินหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาดไป รถจะไม่เกาะถนน หากถนนลื่นหรือมีการหักเลี้ยวรถจะหมุนโดยทันทีโดยเฉพาะกับผู้ที่เคยชินกับการเบรกพร้อมกับเหยียบคลัทซ์ไปด้วยจะทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นเพราะแรงฉุดจากเครื่องยนต์ได้ถูกตัดขาดไป การเบรกก็จะยากขึ้นอีกเท่าตัว

อุบัติเหตุทางรถยนต์ทุกวันนี้สาเหตุหนึ่งก็คือการใช้คลัทซ์เกินความจำเป็นนั่นเอง อาทิ จะเบรกก็เหยียบคลัทซ์ รถขึ้นเขา-เลี้ยงคัลทซ์ สิ่งเหล่านี้เรียกนี้ว่า “Coasting” จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ใช้รถลองเปลี่ยนอุปนิสัยการใช้คลัทซ์ใหม่ อย่างเช่นลองเหยียบคลัทซ์ต่อเมื่อเปลี่ยนเกียร์หรือขับช้าเพื่อเข้าที่แคบๆเท่านั้นเอง หรืออีกแบบขณะที่ขับรถมามีเหตุให้ต้องเบารถก็เพียงแค่ยกคันเร่งรถก็จะเบาลง หากเมื่อยกคันเร่งแล้วความเร็วยังไม่ลดตามที่ต้องการก็ใช้เท้าขวาแตะเบรกเบาๆแต่ห้ามไปเหยียบคลัทซ์เป็นอันขาด

หากจำเป็นจะต้องหยุดรถโดยทันทีให้เหยียบเบรกลงไปอย่างแรงและไม่ต้องเหยียบคลัทซ์จนรถหยุดเกือบสนิทแล้วจึงเหยียบคลัทซ์พร้อมกับปลดเกียร์ว่าง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นไม่ปัดซ้ายขวาถึงแม้ถนนลื่น อย่างไรก็ตามควรระวังเท้าซ้ายเพราะเป็นเท้าที่เหยียบคลัทซ์เมื่อรถออกตัวเต็มที่ให้เอาเท้าซ้ายวางไว้ที่พื้น ไม่ต้องไปเหยียบคลัทซ์

พฤติกรรมแบบนี้ผู้ขับจะต้องฝึกบ่อยๆและสลัดของเก่าๆที่เคยชินออกไปเมื่อนั้นก็จะเป็นนักขับที่ถูกต้องลดอันตรายลงไปมาก เห็นไหมครับว่าคลัทซ์นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษเท่าๆกัน เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธืเท่านั้นเอง…….